มะเร็งปากมดลูก คือ เป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีซึ่งเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ โดยอาจมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ นอกจากการรับเชื้อ HPV ร่วมด้วย เช่น อายุ ส่วนใหญ่มักพบในผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป การสูบบุหรี่ การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน การมีบุตรจำนวนมาก ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือไม่เคยตรวจภายในเพื่อค้นหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง (Precancercous lesion)

โดยทั่วไป ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เมื่อมะเร็งลุกลามแล้วอาจมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด เช่น หลังจากการมีเพศสัมพันธ์ หลังหมดประจำเดือน มีตกขาว ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด ซึ่งเกิดจากมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง

การรับเชื้อ

การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

วิธีการรักษา

แบ่งได้ 2 ระยะดังนี้

  • ระยะก่อนลุกลาม การตรวจภายใน การทำแพปสเมียร์ และการตรวจด้วยกล้องขยาย (Colposcope) ทุก 4 – 6 เดือน รอยโรคขั้นต่ำบางชนิดสามารถหายไปได้เองภายใน 1 – 2 ปี การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้าการจี้ปากมดลูกด้วยความเย็น หรือ การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด
  • ระยะลุกลาม การเลือกวิธีรักษาขึ้นกับโรคประจำตัวของผู้ป่วยและระยะของมะเร็ง เช่น ระยะที่ 1 และ 2 บางรายรักษาโดยการตัดมดลูกออกแบบกว้างร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองเชิงกรานออก ในระยะที่ 2 – 4 รักษาโดยการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การสูบบุหรี่ ฯลฯ
  • เข้ารับการตรวจคัดกรองความผิดปกติของปากมดลูก และการตรวจหาเชื้อ HPV ตามข้อบ่งชี้ของแต่ละบุคคล
  • ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

การตรวจคัดกรอง

การตรวจแปปสเมียร์  (Pap Smear หรือ Pap Test) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดผ่านและถ่างช่องคลอด จากนั้นจะทำการป้ายเซลล์จากมดลูกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้

การฉีดวัคซีนป้องกัน HPV

ชนิดของวัคซีนการป้องกันหูดการป้องกันมะเร็งราคา
วัคซีน 2 สายพันธุ์ (16, 18)ไม่สามารถป้องกัน ได้ป้องกันได้ 70% (สายพันธุ์ 16, 18)N/A
วัคซีน 4 สายพันธุ์ (6, 11, 16,18)ป้องกันได้ 90% (สายพันธุ์ 6, 11)ป้องกันได้ 70% (สายพันธุ์ 16, 18)3,175 บาท ต่อเข็ม
วัคซีน 9 สายพันธุ์ (6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58)ป้องกันได้ 90% (สายพันธุ์ 6, 11)ป้องกันได้ 80% (สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58)7,200 บาท ต่อเข็ม

อายุที่เหมาะกับการฉีดวัคซีน

  • อายุ 9–26 ปี แนะนำให้ฉีดทุกคนทั้งผู้หญิง ผู้ชาย รวมทั้งคนข้ามเพศ
  • อายุ 27–45 ปี แนะนำให้พิจารณาเป็นรายกรณี
  • อายุน้อยกว่า 9 ปี หรือ มากกว่า 45 ปี ไม่แนะนำให้ฉีด

วัคซีนฉีดกี่เข็ม

  • อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
  • อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6

คุณอาจสนใจสิ่งนี้:

หนองในเทียม (Chlamydia)

ผู้ติดเชื้อมักจะมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่แสดงอาการเลย จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ

อ่านต่อ

เอชไอวี (HIV)

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วยจากโรคฉวยโอกาสต่างๆ และนำไปสู่โรคเอดส์ได้ในที่สุด

อ่านต่อ

บริการสุขภาพทางเพศครบวงจร
ดูแลคุณอย่างเข้าใจ ไม่เลือกปฏิบัติ

เปิดบริการ

จันทร์ - เสาร์ 10.00 - 19.00 น.

รับคิวให้บริการคิวสุดท้ายก่อนเวลา 17.00 น.

บริการเอชไอวี

ยาต้านไวรัส

ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยจะทำหน้าที่ช่วยลดระดับจำนวนไวรัสลง
หากรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องจะเข้าสู่สถานะ U=U หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ = ไม่แพร่เชื้อ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

บริการเป๊ป (PEP)

รับ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ในกรณีฉุกเฉิน หลังการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงมา ภายใน 72 ชั่วโมง และต้องทานต่อเนื่อง 28 วัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

บริการเพร็พ (PrEP)

รับ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีเชื้อเท่านั้น โดยเป็นการรับประทานต่อเนื่องอย่างถูกต้องตามแพทย์แนะนำ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

ตรวจหาปริมาณไวรัส

หรือ Viral Load ในผู้อยู่ร่วมกับ HIV เป็นการตรวจหาปริมาณไวรัส HIV ในเลือด เพื่อประเมินว่าร่างกายสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้มากน้อยเพียงใด
หากได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะทำให้จำนวน Viral Load ต่ำมากๆจนไม่สามารถตรวจวัดได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

ตรวจหาจำนวนเม็ดเลือดขาว CD4

ตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 โดยการเจาะเลือด สำหรับผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV หากมีระดับ CD 4 ต่ำกว่า 200 จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เนื่องจากอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหากผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV ได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะมีค่า CD4 คงที่อยู่ที่ระดับ 500-600

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

ตรวจคัดกรองเอชไอวี

ตรวจโดยการเจาะเลือด มี 2 วิธี ได้แก่
1.วิธี Anti-HIV : ตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองกับเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1 เดือนหลังมีความเสี่ยง
2.วิธี NAT : ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการด้านสุขภาพจิต

บริการด้านสุขภาพจิต​

บริการตรวจคัดกรองภาวะซึมเศร้าเบื้องต้น บริการให้คำปรึกษาและประเมินด้านจิตใจ โดยจิตแพทย์และผู้ให้คำปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางเพศ รวมทั้งบริการส่งต่อเข้าสู่การรักษาในระบบโรงพยาบาลหรือการรักษาตามสิทธิ์

บริการตรวจสุขภาพอื่นๆ

ตรวจการทำงานของตับ เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าตับมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจการทำงานของไต เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าไตมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจเพื่อให้ทราบค่าไขมันในกระแสเลือดว่าอยู่ในระดับที่ปกติหรือไม่
หากทราบความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางในการลดระดับไขมันลงมาให้เป็นปกติได้อย่างทันท่วงที

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดว่าสูงเกินกว่าปกติหรือไม่
หากพบว่ามีความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางการปรับพฤติกรรมและการรักษาต่อไป

ควรงดน้ำและงดอาหารก่อนตรวจวัดระดับน้ำตาล 6 ชั่วโมง

เพื่อตรวจดูสุขภาพทั่วไป และตรวจหาโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจภายใน

เป็นการใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดหรือช่องคลอดใหม่เพื่อตรวจหาความผิดปกติและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่ออย่างเหมาะสม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

เป็นการส่องกล้องเพื่อตรวจดูความผิดปกติภายในทวารหนัก เช่น หูดหงอนไก่ ฝี ริดสีดวง เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการด้านวัคซีน

รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอ แนะนำให้ตรวจภูมิต้านทานก่อนเข้ารับวัคซีน (เลือกตรวจได้หลายแบบตามที่แพทย์ให้คำแนะนำ)

1.ฉีดวัคซีนฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน โดยไม่ต้องตรวจเลือดซ้ำหลังฉีดวัคซีน
2.หากไม่มาฉีดวัคซีนเข็ถัดไปตามนัด สามารถฉีดต่อได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่
3.ผู้อยู่ร่วมกับ HIV ก็สามารถฉีดวัคซีนได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus)

รับวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สร้างภูมิคุ้มกันได้มากถึง 97% (หากรับวัคซีนครบ 3 เข็ม)

ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 70% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18)

1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)

สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 80% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18,31,33,45,52 และ 58)

1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)

รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันไข้หวัดใหญ่ หลังฉีดจะเกิดภูมิคุ้มกันมีอายุได้นาน 1 ปี

แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง

บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
และทวารหนัก

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อเอชพีวี

เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนัก การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการคัดกรองมะเร็งดังกล่าว โดยผู้รับบริการสามารถสว็อบด้วยตนเองได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

การตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear, Pap test หรือ cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่ง โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือตรวจภายในและป้ายเซลล์จากปากมดลูกส่งตรวจหาเซลล์ผิดปกติซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1-2 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)

การตรวจแปปสเมียร์ (anal Pap หรือ anal cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนัก โดยแพทย์จะใช้ไม้พันสำลีใส่เข้าไปในทวารหนักเพื่อเก็บเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติของทวารหนัก หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการไวรัสตับอักเสบ

ตรวจหาภูมิต้านทานก่อนฉีดวัคซีน โดยสามารถเลือกตรวจได้หลายวิธี ได้แก่
1.ตรวจภูมิต้านทานระยะยาว (Anti-HAV IgG) จะได้ผลเป็น Positive ในกรณีที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยรักษาไวรัสตับอักเสบ เอ จนหายแล้ว
2.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (Anti-HAV IgM) สำหรับแพทย์ตรวจในคนไข้ที่ต้องสงสัยในโรค โดยผลจะเป็น positive ในกรณีที่มีการติิดเชื้อระยะเฉียบพลัน
3.ตรวจรวมภูมิต้านทานทั้ง 2 ชนิด หากผลแสดงว่ามีภูมิต้านทานแล้วจึงจะไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus)

หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน แนะนำให้ตรวจคัดกรอง HBsAg ทุก 12 เดือน
หากต้องการฉีดวัคซีนให้ตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

การตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี สามารถตรวจได้ทั้งแบบ
1.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (HBsAg) หากตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ต้องพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
2.ตรวจสารภูมิต้านทาน (Anti-HBs) ในกรณีเคยติดเชื้อจนหายแล้ว หรือเคยรับวัคซีนมาก่อน
3.การตรวจสารภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่บ่งบอกร่องรอยการติดเชื้อ (Anti-HBc)

ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

การตรวจภูมิต้านทาน (anti-HCV ) กรณีเป็น positive หมายความว่ามีการติดเชื้ออยู่ในร่างกาย หรือเคยเป็นจนหายแล้ว
หาก anti-HCV มีผลเป็น Negative แปลว่า ไม่มีเชื้อและไม่เคยเป็นมาก่อน

ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรียทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema pallidum)
สามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเชื้อ
ตรวจหาแอนติบอดี้ที่ก่อเชื้อโรคซิฟิลิสโดยการเจาะเลือด ทราบผลภายใน 1 ชั่วโมง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

ระยะแรก จะมีแผลที่อวัยวะเพศ มีขอบแข็ง ไม่มีอาการเจ็บปวด
ระยะที่ 2 จะพบผื่นที่ลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาจมีปื้นสีขาวในช่องปาก จะอยู่ในช่วง 6 สัปดาห์- 6 เดือน หลังได้รับเชื้อ
ระยะที่ 3 เชื้อจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ดวงตา หัวใจ ไขสันหลังและกระดูก ระยะนี้อยู่ในช่วง 10 ปีขึ้นไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

ตรวจยืนยันโดยการเจาะเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อซิฟิลิส ซึ่งจะสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานหลายปี
จึงสามารถตรวจทราบถึงการติดเชื้อในอดีตได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

รักษาได้โดยการฉีดยาเบนซาทีน เพนนิซิลิน จี (Benzathine Penicillin G) 2.4 ล้านยูนิต
เข้ากล้ามเนื้อสะโพกทั้ง 2 ข้าง

ควรนำคู่นอนมาตรวจด้วยแม้ไม่มีอาการ และหลังการรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1-2 สัปดาห์
หรือใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในทุกช่องทาง เพราะในระยะดังกล่าวยังสามารถแพร่เชื้อได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

ตรวจคัดกรองด้วยการเก็บตัวอย่างส่งตรวจจากบริเวณลำคอ ช่องคลอด หรือช่องคลอดใหม่ ทวารหนัก และ/หรือจากปัสสาวะ
ทราบผลตรวจภายใน 2 ชั่วโมง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)หนองในเทียม (Chlamydia)

ตรวจโดยการเก็บตัวอย่างหนองไปส่งตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดหนองใน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)

รักษาให้หายได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)หนองในเทียม (Chlamydia)

หูดหงอนไก่เกิดจากการติดเชื้อ HPV หากมีอาการสามารถรักษาได้ด้วยยาทา หรือรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น จี้ไฟฟ้า
รังสีอินฟราเรด (Infrared) หรือ เลเซอร์ (Laser) และควรนำคู่มาตรวจร่างกายด้วย

สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทวารหนักตามข้อบ่งชี้ของแต่ละคน เป็นประจำทุกปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการเอชไอวี

ตรวจโดยการเจาะเลือด มี 2 วิธี ได้แก่
1.วิธี Anti-HIV : ตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองกับเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1 เดือนหลังมีความเสี่ยง
2.วิธี NAT : ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

ตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 โดยการเจาะเลือด สำหรับผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV หากมีระดับ CD 4 ต่ำกว่า 200 จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เนื่องจากอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหากผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV ได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะมีค่า CD4 คงที่อยู่ที่ระดับ 500-600

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

หรือ Viral Load ในผู้อยู่ร่วมกับ HIV เป็นการตรวจหาปริมาณไวรัส HIV ในเลือด เพื่อประเมินว่าร่างกายสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้มากน้อยเพียงใด
หากได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะทำให้จำนวน Viral Load ต่ำมากๆจนไม่สามารถตรวจวัดได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

รับ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีเชื้อเท่านั้น โดยเป็นการรับประทานต่อเนื่องอย่างถูกต้องตามแพทย์แนะนำ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

รับ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ในกรณีฉุกเฉิน หลังการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงมา ภายใน 72 ชั่วโมง และต้องทานต่อเนื่อง 28 วัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยจะทำหน้าที่ช่วยลดระดับจำนวนไวรัสลง
หากรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องจะเข้าสู่สถานะ U=U หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ = ไม่แพร่เชื้อ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)